Home ข้อมูลอำเภอ ข้อมูลทั่วไป
ข้อมูลทั่วไป PDF พิมพ์ อีเมล

อำเภอโนนดินแดง

"เมืองคนดี อนุสาวรีย์เราสู้ คู่ปราสาทหนองหงส์ คงธรรมชาติ หาดลำนางรอง"

 ข้อมูลทั่วไป

อักษรไทย   อำเภอโนนดินแดง
อักษรโรมัน  Amphoe Non Din Daeng
จังหวัด       บุรีรัมย์
รหัสทางภูมิศาสตร์ 3120
รหัสไปรษณีย์ 31260

ข้อมูลสถิติ
พื้นที่ 448.0 ตร.กม.
ประชากร 26,925 คน (พ.ศ. 2551)
ความหนาแน่น 60.1 คน/ตร.กม.

ที่ว่าการอำเภอ
ที่ตั้ง ที่ว่าการอำเภอโนนดินแดง ตำบลโนนดินแดง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ 31260
พิกัด 14°18′54″N, 102°44′36″E
หมายเลขโทรศัพท์ 0 4460 6241
หมายเลขโทรสาร 0 4460 6400

 

      


    อำเภอโนนดินแดง

     

    1.ประวัติความเป็นมา   อำเภอโนนดินแดนแยกออกจากอำเภอละหานทราย ตั้งเป็นกิ่งอำเภอโนนดินแดง เมื่อ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2536 และยกฐานะเป็นอำเภอ เมื่อ 5 ธันวาคม
    พ.ศ.2539   เป็นอำเภอชั้น 3  มีปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอดำรง
    ตำแหน่ง  ดังนี้
          1. นายครรชิต    ศรีบุญเรือง     ดำรงตำแหน่ง  31 พ.ค. 36 - 7 พ.ย.36
          2. นายอภิชาติ    งามกมล          ดำรงตำแหน่ง  22 พ.ย. 36 - 24 มี.ค.39 
          3. นายสนั่น        วรินทราวาท   ดำรงตำแหน่ง  25 มี.ค. 39 - 26 พ.ค. 39   
          4. นายวีระ          หงษ์หัสบรรณ ดำรงตำแหน่ง  27 พ.ค. 39 - 4  ธ.ค. 39
    มีนายอำเภอ  ดำรงตำแหน่ง  ดังนี้
          1. นายวีระ   หงษ์หัสบรรณ         ดำรงตำแหน่ง  5 ธ.ค. 39 - 30 ก.ย. 42
          2. นายวีรวุธ   ปุตรเศรณี           ดำรงตำแหน่ง  29 พ.ย. 42 - 10 ธ.ค. 44
          3. นายบรรพต  สินเจริญ           ดำรงตำแหน่ง   11 ธ.ค. 44 - 30 กันยายน  2548 
          4.  นายศุภวริศ   เพชรกาฬ       ดำรตำแหน่ง    26  ธ.ค.  1 มิ.ย.. 51.
          5. นายวีระเกียรติ  รัมณีย์รัตนากุล  ดำรงตำแหน่ 2มิ.ย-  23 พ.ย. 51
          6. นายสนั่น  วรินทราวาท         ดำรงตำแหน่ง 24พ. ย.  51- 23  ส.ค.  52
          7. นายณรงค์  จีนอ่ำ                   ดำรงตำแหน่ง 24   ส.ค.  52 ถึงปัจจุบัน

    เมื่อประมาณ  พ.ศ. 2514 - 2516  ได้มีประชาชนจากอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงอพยพมาบุกเบิกที่ดินทำกินประมาณ 400 - 500  ครัวเรือนในปีพ.ศ.
    2518    ได้มีการต่อสู้ด้วยอาวุธรุนแรง    โดยเฉพาะระหว่างการก่อสร้างถนนสายอำเภอละหานทราย  -  อำเภอ ตาพระยา    ต่อมาในปี   พ.ศ.  2519    ทางราชการได้ประกาศจัดตั้งหมู่บ้านโนนดินแดง  ขึ้นกับอำเภอละหานทราย  และ
    ในปี พ.ศ. 2520  ทางราชการได้จัดที่ดินทำกินให้กับประชาชน
                จากปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เกี่ยวกับสถานการณ์ก่อการร้ายของฝ่ายคอมมิวนิสค์ในพื้นที่  ทำให้ประชาชนเกิดความอดยาก  ทุกข์ยาก เกิดความระส่ำระสายทั่วพื้นที่ความได้ทรงทราบถึงองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ  ทรงห่วงใยในความเดือดร้อนของพสกนิกร  ทรงแนะนำวิธีการพัฒนาแนวใหม่  เป็นโครงการพัฒนาเบ็ดเสร็จผสมผสานสมบูรณ์แบบ      เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกส่วนราชการระดมทรัพยากร ผนึกกำลังปฏิบัติงานในพื้นที่ภายใต้เป้าหมายแผนงานเดียวกัน  เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบประสบภัย
               หมู่บ้านต่าง ๆ ได้ขยายตั้งเพิ่มขึ้นอยู่ห่างไกลและทุรกันดาร  ไม่สะดวกต่อการเดินทางติดต่อราชการประกอบกับพื้นที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ  เนื่องจากอยูใกล้แนวชายแดน  ไทย - กัมพูชา ทางราชการจึงประกาศแยกออกจากอำเภอละหานทราบจัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอโนนดินแดง
    2.เนื้อที่/พื้นที่ 448 ตร.กม.
    3.สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 30 องศาเซลเซียส ต่ำสุดประมาณ 12 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนวัดได้ ดังนี้ ปี 2546 วัดได้ 825 มม. และปี 2547 วัดได้ 905.87 มม. 

    อำเภอเฉลิมพระเกียรติ

     

    1.ประวัติความเป็นมา   อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ แยกออกจากอำเภอนางรอง และอำเภอละหานทราย เนื่องในวโรกาสมมหามงคลฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช อำเภอนางรองจึงขอตั้งอำเภอเฉลิมพระเกียรติเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ และแสดงความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยกระทรวงมหาดไทยได้ประกาศแบ่งพื้นที่อำเภอนางรอง จำนวน 3 ตำบล และอำเภอละหานทราย จำนวน 2 ตำบล จัดตั้งเป็นอำเภอเฉลิมพระเกียรติ รวมทั้งหมด จำนวน 5 ตำบล ประกอบด้วยตำบลตาเป๊ก ตำบลอีสานเขต ตำบลเจริญสุข แยกออกจากอำเภอนางรอง ตำบลถาวร และตำบลยายแย้มวัฒนา แยกออกจากอำเภอละหานทราย ยกฐานะเป็นอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2539 เป็นต้นไป
       อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ มีพื้นที่ 305.47 ตารางกิโลเมตร   .ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัดบุรีรัมย์ อยู่ห่างจากจังหวัดบุรีรัมย์ ประมาณ 68 กม.อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 375 กม.
       ทิศเหนือ จดตำบลหนองกง และตำบลหนองโสน อ.นางรอง
       ทิศใต้      จดตำบลตาจง    และโคกว่าน   อ.ละหานทราย
       ทิศตะวันออก จดตำบลปะทัดบุ และ ต.จรเข้มาก อ.ประโคนชัย
       ทิศตะวันตก    จด ต.สะเดา ต.หนองไทร ต.ถนนหัก และอำเภอนางรอง
     
    2.เนื้อที่/พื้นที่ 305.47 ตร.กม.
    3.สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป เป็นแบบมรสุม ฤดูร้อน เดือนมีนาคม-มิถุนายน ฤดูฝน เดือนกรกฎาคม-กันยายน และฤดูหนาว เดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ 

    อำเภอโนนสุวรรณ

     

    1.ประวัติความเป็นมา   บริเวณที่ตั้งของอำเภอโนนสุวรรณ สันนิษฐานว่าเป็นบริเวณภูเขาไฟเก่า พื้นดินมีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าบริเวณอื่น จึงมีประชาชนจากจังหวัดต่างๆ เช่น จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดลพบุรี เป็นต้น มาจับจองพื้นที่เพื่อใช้ในการประกอบอาชีพ เมื่อได้อพยพมาอยู่ก็ได้นำขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรม อันเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มในถิ่นใหม่ ภาษาที่ใช้ในการพูดส่วนมากจะพูดภาษาไทยอีสาน ภาษาไทยสำเนียงโคราช มีภาษาเขมร และภาษาส่วยบ้างแต่ไม่มากนัก และประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ  อำเภอโนนสุวรรณจัดตั้งเมื่อ  พ.ศ. 2534  ที่ตั้งของอำเภอโนนสุวรรณในปัจจุบันนี้  เดิมเป็นป่าทบอยู่ในเขตป่าสงวนดงอีจานน้อย   ป่าบริเวณนี้มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ชุกชุมมาก   โดยเฉพาะช้างป่ามีลักษณะสวยงาม  ก่อนที่จะมาเป็นหมู่บ้านโนนสุวรรณ   มีเรื่องเล่าว่า มีพรานป่าคนหนึ่งชื่อ สุวรรณ (ภาษาถิ่นเรียกว่า  "อ้ายวัน")    ได้ออกมาล่าสัตว์ป่าบริเวณนี้  และได้เกิดอาเพศทำให้เสียชีวิตลงไปในป่าใกล้กับโกรกน้ำซับ  (โกรก หมายถึง ทางน้ำไหลหรือทางน้ำเซาะ) ชาวบ้านได้เล่าขานถึงการตายของพรานอ้ายวันตลอดมา  พร้อมกับเรียกบริเวณนี้ว่า "โกรกอ้ายวัน"  เนื่องจากบริเวณแถบนี้เป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์  จึงมีราษฎรอพยพมาจากที่ต่างๆ  เพื่อมาล่าสัตว์บ้าง มาหาที่ทำกินบ้าน และมีบางส่วนอพยพมารับจ้างตัดไม้ให้กับโรงเลื่อยจากอำเภอห้วยแถลง  จังหวัดนครราชสีมา  และโรงเลื่อยจากอำเภอลำปลายมาศ  จังหวัดบุรีรัมย์  ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ในปี พ.ศ.2533  ทางราชการได้รายงานขอจัดตั้งกิ่งอำเภอโนนสุวรรณขึ้น  โดยแยกจากอำเภอนางรอง  จำนวน  4  ตำบล  43  หมู่บ้าน  กำหนดที่ตั้งกิ่งอำเภอ ที่บ้านทรัพย์สุวรรณได้ทำพิธีเปิด  ที่ว่าการกิ่งอำเภอโนนสุวรรณ  ในวันที่  1 เมษายน 2534  และได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอเมื่อวันที่  7  กันยายน  2538  และมีการแบ่งแยกหมู่บ้าน  เพื่อความสะดวกในการอำนวยประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่  ปัจจุบันมีทั้งสิ้น  56  หมู่บ้าน 
    2.เนื้อที่/พื้นที่ 189.63 ตร.กม.
    3.สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป ร้อนชื้น 

    อำเภอคูเมือง

     

    1.ประวัติความเป็นมา   ตั้งเป็นกิ่งอำเภอคูเมือง  ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย  เมื่อวันที่ 
    1  ตุลาคม พ.ศ.2512 ให้ขึ้นอยู่ในเขตการปกครองอำเภอเมืองบุรีรัมย์  
    มีเขตการปกครอง 3  ตำบล 58  หมู่บ้าน   และยกฐานะเป็นอำเภอเมื่อ
    วันที่  21  สิงหาคม  พ.ศ. 2518    ปัจจุบันมีเขตการปกครอง 7 ตำบล 
    106 หมู่บ้าน  
     
    2.เนื้อที่/พื้นที่ 442 ตร.กม.
    3.สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป แบบมรสุม มี 3 ฤดู 

    อำเภอกระสัง

     

    1.ประวัติความเป็นมา   อำเภอกระสัง เดิมเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กๆ ขึ้นอยู่กับตำบลสองชั้น อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ต่อมาในปี พ.ศ.2480 ได้ยกฐานะเป็นตำบลกระสัง และโดยที่ตำบลกระสังเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟ เป็นชุมชนค้าขายที่มีความเจริญขึ้นตามลำดับ
       การยกฐานะเป็นกิ่งอำเภอเมื่อปี พ.ศ.2495 มีตำบลอยู่ในเขตปกครอง 3 ตำบล ประกอบด้วย ตำบลกระสัง ตำบลสองชั้น และตำบลลำดวน ต่อมาได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอ โดยใช้ชื่อว่า " อำเภอกระสัง " เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2501
    ทำเนียบผู้ดำรงตำแหน่งนายอำเภอกระสัง
    1.  นายสมบูรณ์  ไทยวัชรามาศ    ส.ค.  01 -  ส.ค.  08
    2.  นายเลิศ  บรรเลง                   ม.ค. 08 -  ก.ค.  14
    3.  ร.อ.อุดม  มีเพียร                   ก.ค. 14  -  ก.ค. 16
    4.  นายธเนศ  สุทธิอาจ               ก.ค. 16  -  ก.ค. 19
    5.  พ.ต.  ปิติ  เมธาคุณวุฒิ           ก.ค. 19  -  ธ.ค. 21
    6.  นายไพโรจน์  พรหมสาสน์      ธ.ค. 21  -  ม.ค. 24
    7.  ร.ต. ไพเวศ  เศรษฐประณัยน์  .ค. 24  - เม.ย.27
    8.  นายวราวุฒิ  ชำนิยันต์           เม.ย.27  -  ต.ค. 30
    9.  นายสุริยนต์  หมั่นอุตส่าห์       ต.ค.  30  -  ต.ค. 31
    10. นายวุฒิพงษ์  ชุมพลรักษ์       ต.ค.  31  -  ต.ค. 32
    11.  นายนพฎล  เสาสูง                ต.ค.  32  -  พ.ย. 33
    12.  นายเสรี  ทวีวัฒน์                ธ.ค.   33  -  ต.ค. 35
    13.  นายสมชาย  พฤติวงศ์          ต.ค.  35  -  ต.ค. 38
    14.  นายทองสุข  ปริธรรมมา       พ.ย.  38  -  พ.ย.42
    15.  นายเสริม  ไชยณรงค์          พ.ย.  42  -  ต.ค.44
    16.  นายยงยุทธ  นาคจรุง           ธ.ค.  44  -  ต.ค. 46
    17.  นายสมคิด  ศิริพันธ์พิริยะ      .ค. 46  -  7 ม.ค.2550
    18.  นายจำเริญ  สวนทอง            ม.ค. 2550-23 พ.ย.2550
    19.  นายวีระเกียรติ รัมณีย์รัตนากุล 24 พ.ย.2550- ปัจจุบัน
     
    2.เนื้อที่/พื้นที่ 652.700 ตร.กม.
    3.สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป แบบมรสุม 3 ฤดู คือ ฤดูฝน ฤดูหนาว และ ฤดูร้อน 

    อำเภอนางรอง

     

    1.ประวัติความเป็นมา อำเภอนางรองตั้งขึ้นเป็นอำเภอ  เมื่อ พ.ศ.  2444  เมืองนางรองเป็นเมืองโบราณ  เคยเป็นที่อยู่ของชนชาติขอม  เมื่อขอมเสื่อมอำนาจมอญก็เข้ามามีอำนาจ  ไทยจึงได้เข้าครอบครองดินแดนแถบนี้  ในสมัยกรุงสุโขทัย  หรือกรุงศรีอยุธยาตอนต้น  มีเจ้าเมืองปกครองตลอดมา  จนในปี พ.ศ.  2435  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้โปรดเกล้าฯ จัดระบบการปกครองใหม่ได้รวมเมืองนางรอง  ตลุง (ประโคนชัย) รัตนบุรี พิมาย พุทไธสง เข้าเป็นเมืองเดียวกัน ต่อมารัตนบุรีได้ขึ้นกับสุรินทร์ พิมายไปขึ้นกับนครราชสีมา และตั้งเมืองแปะขึ้นเป็นจังหวัดบุรีรัมย์ นางรองจึงเป็นอำเภอหนึ่ง ของจังหวัดบุรีรัมย์ ขณะนั้นแบ่งการปกครอง  เป็น 11 ตำบล คือ นางรอง  จะบวก  แพงพวย  ถนนหัก  หนองปล่องยางลาว  ผไทรินทร์  ชุมแสง  ปะคำ  ละหานทราย  และตาเป๊ก  ต่อมาปี  พ.ศ. 2481  ตั้งกิ่งอำเภอ ลำปลายมาศ  ปี พ.ศ. 2504 แยกตำบล ละหานทราย  ปะคำ  ตาเป๊กบางส่วน  ตั้งเป็นกิ่งอำเภอ ละหานทราย  ปี พ.ศ. 2513  แยกตำบลชุมแสงบางส่วน  ตั้งเป็นตำบลหนองกี่  แยกตำบลหนองปล่อง ตั้งเป็นตำบลหนองกง  ปี พ.ศ.  2517  ตั้งตำบลหนองกี่ เป็นกิ่งอำเภอหนองกี่  ปี พ.ศ. 2534  ตั้งกิ่งอำเภอโนนสุวรรณ  แยกตำบลชุมแสง ตั้งเป็นตำบลทุ่งแสงทอง  ปี พ.ศ. 2535  ตั้งกิ่งอำเภอชำนิ  พ.ศ. 2539  แยกตำบลอีสานเขต ตำบลเจริญสุข ตำบลตาเป็ก เป็นอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ปัจจุบันมีองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น  16 แห่ง ประกอบด้วย เทศบาลเมือง 1 แห่ง เทศบาลตำบล 1 แห่ง องค์การบริหารส่วนตำบล 14 แห่ง และมี 188 หมู่บ้าน 15 ตำบล ประกอบด้วย
       1. ตำบลหนองโสน                    2. ตำบลหนองโบสถ์
       3. ตำบลหัวถนน                       4. ตำบลสะเดา
       5. ตำบลทุ่งแสงทอง                   6. ตำบลชุมแสง
       7. ตำบลถนนหัก                       8. ตำบลนางรอง
       9. ตำบลทรัพย์พระยา              10. ตำบลก้านเหลือง
    11. ตำบลหนองกง                      12. ตำบลหนองยายพิมพ์
    13. ตำบลหนองไทร                   14. ตำบลบ้านสิงห์
    15.ตำบลลำไทรโยง
     
    2.เนื้อที่/พื้นที่ 914 ตร.กม.
    3.สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป แบบมรสุม มี 3 ฤดู ฤดูร้อนช่วงเดือน มีนาคม-มิถุนายน ฤดูฝนช่วงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม ฤดูหนาวช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ 

    อำเภอหนองกี่

     

    1.ประวัติความเป็นมา   อำเภอหนองกี่ เดิมเป็นพื้นที่อยู่ในเขตการปกครอง อำเภอนางรอง กระทรวงมหาดไทย ประกาศตั้งเป็นกิ่งอำเภอหนองกี่ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2517 ขณะนั้นแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลหนองกี่ ตำบลเย้ยปราสาท ตำบลหนองไผ่ ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกายกฐานะขึ้นเป็นอำเภอ เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2522
       ตำนานเล่ากันว่านางอรพิมพ์ สาวงามแห่งเมืองพิมายออกเดินทางมาหาคนรักชื่อปราจิต ซึ่งท้าวพรหมทัต เจ้าเมืองพิมายขี้เมากลั่นแกล้งสั่งให้ออกรบทัพจับศึกชายแดนเขมร โดยออกเดินทางมาเป็นเวลาแรมคืน พอถึงลำน้ำมูลนางอรพิมพ์ได้อาศัยเรือของสามเณร สามเณรพอใจหลงรักไม่ส่งขึ้นฝั่ง จึงลอยเรือต่อไปจนกระทั่งถึงต้นมะเดื่อริมน้ำ นางอรพิมพ์หิวกระหาย จึงพยายามขอร้องสามเณรเก็บให้กิน เมื่อสามเณรขึ้นต้นมะเดื่อนางอรพิมพ์ จึงหาหนามและมดแดงวางขวางปิดกั้นทางลง และรีบพายเรือหนี เมื่อขึ้นฝั่งมาถึงหนองน้ำใหญ่ได้เข้าไปขออาศัยอยู่กับชาวไร่ชาวป่าเพื่อพักพิง นางอรพิมพ์คิดว่าเดินทางคนเดียวคงไม่ปลอดภัย จึงได้ขอบริจาคผ้าขาวจากชาวไร่ ชาวป่า เพื่อมาทอเป็นผ้าขาวเตรียมตัวบวชริมหนองน้ำ ชื่อว่า " หนองกี่ " และเป็นชื่อบ้านหนองกี่ อำเภอหนองกี่ในปัจจุบัน ต่อมามีเรื่องเล่าขานกันว่า ที่หนองน้ำหนองกี่ จะมีปรากฎการณ์อภินิหารมีกี่ทอง (เสากี่ทอง) ลอยขึ้นมากลางหนองน้ำในวันเพ็ญหรือวันพระสำคัญๆ สักครู่หนึ่งและจมหายไป
     
    2.เนื้อที่/พื้นที่ 385 ตร.กม.
    3.สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป แบบมรสุม มี 3 ฤดู ฤดูร้อนช่วงเดือน มีนาคม-มิถุนายน ฤดูฝนช่วงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม ฤดูหนาวช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ 

    อำเภอละหานทราย

     

    1.ประวัติความเป็นมา   คำว่า " ละหานทราย " เป็นคำรวม " ละหานทราย " หมายถึงสภาพท้องที่ซึ่งอุดมไปด้วยที่ราบลุ่ม "ทราย" หมายถึงสัตว์ป่าชนิดหนึ่ง มีความสวยงามปราดเปรียว รวมคำว่า " ละหานทราย " หมายถึงพื้นที่ราบลุ่มอุดมสมบูรณ์ชุกชุมไปด้วยเนื้อทราย แต่เดิมพื้นที่นี้เป็นป่าทึบ มีสัตว์ป่าโดยเฉพาะเนื้อทรายเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้จึงเรียกว่า " บ้านละหานทราย "
       แต่เดิมอำเภอละหานทรายเป็นท้องที่ที่ขึ้นอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ สภายโดยทั่วไปเป็นป่าดงทึบ พื้นที่กว้างขวาง อุดมสมบูรณ์ มีทรัพยากรมากมาย ทำให้ราษฎรในท้องที่ใกล้เคียงอพยพเข้ามาอยู่อาศัยและประกอบอาชีพมากขึ้น สภาพท้องที่มีความเจริญมากขึ้นเป็นลำดับ มีประชากรมากขั้นการคมนาคมยากลำบาก อยู่ห่างไกลอำเภอเดิมมาก ซึ่งเป็นอุปสรรคแก่การปกครองและการให้บริการประชาชน กระทรวงมหาดไทย จึงประกาศตั้งเป็นกิ่งอำเภอชื่อว่า " ตำบลละหานทราย " เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2505 มีเขตการปกครอง 3 ตำบล คือ ตำบลละหานทราย ตำบลปะคำ และตำบลถาวร ที่ตั้งที่ว่าการอำเภอ ตั้งที่บ้านละหานทราย ต่อมามีความเจริญมากขึ้น ได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2506
     
    2.เนื้อที่/พื้นที่ 735 ตร.กม.
    3.สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป อากาศร้อนชื้น 

    อำเภอประโคนชัย

     

    1.ประวัติความเป็นมา   เมืองประโคนชัย เดิมชื่อว่า " เมืองตะลุง" มีกำแพงเมือง คูเมืองปรากฎเป็นหลักฐานอยู่โดยรอบ คำว่า "ตะลุง" หมายถึง เสาใหญ่ หรือเสาหินสำหรับผูกช้าง  ร.ศ.116 (พ.ศ.2440)  เมืองตะลุง ได้ตั้งเป็นอำเภอเรียกว่า " ประโคนไชย" ขึ้นตรงต่อมณฑลนครราชสีมา (ผช.มา สุรัสวดี เป็นนายอำเภอคนแรก) จากนั้นก็ได้เปลี่ยนชื่ออำเภอ เนื่องจากคนไม่นิยมเรียก โดยเปลี่ยนกลับมาเป็น "ตะลุง" คืน เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2460  ต่อมาในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้มีการฟื้นฟูเปลี่ยนชื่ออำเภอ เพื่อเป็นการรักษาไว้ซึ่งประวัติศาสตร์แห่งท้องถิ่น จึงได้เปลี่ยน " อำเภอตะลุง" เป็น 
    " อำเภอประโคนชัย "  เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2482    ปัจจุบันมีผู้ดำรงตำแหน่งนายอำเภอมาแล้วจำนวน  32  คน  โดยมี   นายไชยยศ  กองทองเป็น นายอำเภอประโคนชัย  คนปัจจุบัน
     
    2.เนื้อที่/พื้นที่ 890.121 ตร.กม.
    3.สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป แบบมรสุม มี 3 ฤดู ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว 

    อำเภอบ้านกรวด

     

    1.ประวัติความเป็นมา   อำเภอบ้านกรวด  เดิมเป็นท้องที่มีฐานะเป็นตำบลขึ้นอยู่กับอำเภอประโคนชัย  ประกาศจัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอเมื่อปี พ.ศ. 2481  โดยมีเขตการปกครอง  1  ตำบล คือตำบลบ้านกรวด  และต่อมาได้มีพระราชกฤษฏีกายกฐานะเป็นอำเภอเมื่อปี พ.ศ.  2508
       ในช่วงปี พ.ศ. 2518  อยู่ในระหว่างเหตุการณ์ที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย  กำลังทำสงครามกองโจรหรือสงครามประชาชนกับกำลังของพลเรือน  ตำรวจ  ทหารของรัฐบาลไทย  โดยกำลังของฝ่ายคอมมิวนิสต์ไทยร่วมกับกัมพูชา  (เขมรแดง)  เข้ามาก่อกวนเผาบ้านเรือนราษฎร  วางกับระเบิดไว้ตามเส้นทางในหมู่บ้านหรือเส้นทางเข้าสู่พื้นที่ทำกินของราษฎร  เพื่อสกัดกั้นการเข้าปราบปรามของกำลังฝ่ายรัฐบาลไทย  ซุ่มยิงกำลังฝ่ายรัฐบาลไทยและราษฎรที่เป็นฝ่ายของรัฐบาล  เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยและราษฎรได้รับบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก  ทางราชการจึงได้ปรับสภาพหมู่บ้านขึ้นใหม่เป็นกลุ่ม ๆ ประมาณ  100  หลังคาเรือน  แล้วฝึกราษฎรตามโครงการไทยอาสาป้องกันชาติ  จัดตั้งเป็นหมู่บ้านป้องกันตนเองชายแดนไทย - กัมพูชา  ใช้กำลังราษฎรเหล่านั้นผสมกับกำลังพลเรือน  ตำรวจภูธร  ตำรวจตระเวนชายแดน  ทหาร  อาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.)  เข้าปราบปรามและตอบโต้การแทรกซึม  บ่อนทำลายของคอมมิวนิสต์  รวมทั้งยับยั้งการรุกล้ำอธิปไตยของไทยจากฝ่ายเขมรแดง  จนถึงประมาณปี พ.ศ. 2525  เหตุการณ์ดังกล่าวจึงค่อยสงบลง  และได้มีการพัฒนาขึ้นตามลำดับ  รวมทั้งได้มีการขยายเขตการปกครองจนถึงปัจจุบันมีเขตการปกครอง  9  ตำบล  จำนวน  111  หมู่บ้าน  
     
    2.เนื้อที่/พื้นที่ 583 ตร.กม.
    3.สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป อำเภอบ้านกรวด ตั้งอยู่ในเขตภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าเขตร้อน มีช่วงฤดูฝนสลับแห้งแล้ง แตกต่างกันอย่างชัดเจน 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว 

    อำเภอพุทไธสง

     

    1.ประวัติความเป็นมา     พุทไธสง เป็นเมืองเก่าแต่โบราณ คือมีคูเมืองล้อมรอบมีประตูทางเข้าทั้ง 
    4 ทิศ " จุลศักราช " 1161 พ.ศ.2342 รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าให้ เพี้ย ศรีปาก เป็นพระยาเสนาสงครามเจ้าเมืองคนแรกของพุทไธสง และเมื่อปี พ.ศ.2442 ได้ยกฐานะเป็นอำเภอ
     
    2.เนื้อที่/พื้นที่ 330 ตร.กม.
    3.สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป แบบมรสุม 3 ฤดู 

    อำเภอลำปลายมาศ

     

    1.ประวัติความเป็นมา   อำเภอลำปลายมาศ นามนี้ได้ถือเอาชื่อลำน้ำที่ไหลผ่านเป็นสัญลักษณ์ในการขนานนามเดิมบริเวณตรงนี้เป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ชุมชนกลุ่มน้อย ไม่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากนัก จวบจนกระทั่งทางราชการได้สร้างทางรถไฟจากนครราชสีมา (สร้างถึงนครราชสีมา เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2443 และถึงบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2468) ผ่านเข้ามาหมู่บ้านแห่งนี้ จึงค่อยมีราษฎรหลั่งไหลเข้าจับจองที่ดิน บุกป่าถางพงปลูกบ้านแปลงเมือง มีบ้านเรือนจำนวนมากขึ้นโดยลำดับ
       เมื่อเส้นทางรถไฟผ่านจนไปสิ้นสุดลงที่อุบลราชธานีแล้ว หมู่บ้านแห่งนี้สมัยโน้นจึงมีคนตั้งชื่อ หมู่บ้านขึ้น เรียกกันมาตลอดว่า " บ้านหนองยาง " ช่วงเวลานั้นเมื่อสถานีรถไฟแล้วชาวบ้านก็ยังเรียกชื่อสถานีว่า 
    " สถานีหนองยาง"  ตลอดมาสำหรับคำชาวบ้านทั่วๆไป มักจะเรียกชื่อกันติดปากว่า " สะเตหนองยาง "  อย่างไรก็ดีสมัยโน้นยังขึ้นอยู่กับเขตอำเภอนางรอง
       ในปี พ.ศ.2479 กระทรวงมหาดไทยได้มีประกาศให้โอนหมู่บ้านบางหมู่บ้าน บางตำบล จากเขตอำเภอพิมาย (เขตอำเภอชุมพวงปัจจุบัน) จังหวัดนครราชสีมา ตั้งขึ้นเป็นตำบลโคกสะอาด โอนตำบลหนองกะทิง 
    ตำบลหนองยาง  จากเขตอำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ตั้งชื่อตำบลในนามเดิมและโอนตำบลทะเมนชัย ตำบลตลาดโพธิ์ ตำบลโคกกลาง เขตอำเภอเมืองบุรีรัมย์ รวมกันได้ 6 ตำบล
       ต่อมาได้ประกาศจัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอลำปลายมาศ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2479 ขึ้นตรงกับอำเภอเมืองบุรีรัมย์ ที่ว่าการกิ่งอำเภอลำปลายมาศหลังแรกตั้งอยู่ที่ บริเวณหน้าตลาดสดสุขาภิบาลลำปลายมาศ ปัจจุบันนี้ได้มีชาวจีนมาสร้างอาคารพาณิชย์ค้าขายเป็นจำนวนมากเป็นย่านชุมชนขนาดใหญ่ ชาวไร่ชาวนานำผลิตผลทางการเกษตรมาขายเกือบทุกฤดูกาล มีโรงแรมเกิดขึ้นหลายแห่ง สถานะเศรษฐกิจทางการเงินแพร่สะพัด ตำบลและอำเภอใกล้เคียงก็นำสินค้าผลผลิตมาจำหน่ายแลกเปลี่ยนกัน โดยมีสถานีรถไฟเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้า
       เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2490 กระทรวงมหาดไทย ได้มีพระราชกฤษฎีกาตั้งกิ่งอำเภอลำปลายมาศ ยกฐานะขึ้นเป็น " อำเภอลำปลายมาศ "
       ความหมายของ " ลำปลายมาศ " แยกได้ดังนี้ 
       ลำ หมายถึง เส้นทาง , สายน้ำ
       ปลาย เพี้ยนและกร่อนมาจากคำส่วย, เขมร ว่า ประ แปลว่า เงิน
       มาศ เป็นคำสันสกฤต แปลว่า ทอง
    รวมความว่า เส้นทางหรือสายน้ำเงินทอง
     
    2.เนื้อที่/พื้นที่ 802.50 ตร.กม.
    3.สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป แบบมรสุม มี 3 ฤดู ฤดูร้อนช่วงเดือน มีนาคม-มิถุนายน ฤดูฝนช่วงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม ฤดูหนาวช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ 

    อำเภอสตึก

     

    1.ประวัติความเป็นมา   เดิมเป็นตำบลหนึ่งของอำเภอเมืองบุรีรัมย์ จัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอ พ.ศ.2481 ยกฐานะเป็นอำเภอเมื่อ 1 พ.ย.2490 คำว่า " สตึก " มาจากภาษาเขมรว่า
      " สเราะตึก " แปลว่าบ้านหรือชุมชนที่อุดมไปด้วยน้ำเพราะมีน้ำมูลและน้ำชีไหลผ่านประวัติความเป็นมา
    อำเภอสตึก   ชื่อ “สตึก”   มาจากภาษาเขมรแปลว่า  “น้ำ”   (สเราะ + ตึก + เมือง +น้ำ)   หมายถึง  เมืองที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำ  เพราะมีแม่น้ำ 3 สาย ไหลผ่าน
    อำเภอสตึกแต่ก่อนมีสภาพเป็นป่าดงดิบอุดมไปด้วยน้ำ  มีประชากรส่วนหนึ่งมาตั้งรกราก   พูดภาษาเขมร และเรียกป่าดงดิบนี้ว่า “หมู่บ้านน้ำ” แต่เดิมอำเภอสตึกเป็นเพียงตำบลหนึ่งของอำเภอเมืองบุรีรัมย์    เมื่อมีราษฎรอพยพมาจากที่อื่น มาตั้งรกรากขึ้น ทางราชการจึงยกฐานะประกาศตั้งเป็นกิ่งอำเภอเมื่อ พ.ศ.2481 ต่อมาได้มีพระกฤษฎีกายกฐานะเป็นอำเภอสตึก เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.  2490    เดิมสภาพที่ว่าการอำเภอสตึกเป็นเรือนไม้สองชั้น ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2519  ตัวอาคารถูกเพลิงไหม้และได้รับการก่อสร้างขึ้นใหม่  เป็นอาคารตึกสองชั้นจนถึงปัจจุบัน
     
    2.เนื้อที่/พื้นที่ 803.00 ตร.กม.
    3.สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป แบบมรสุม มี 3 ฤดู ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว 

    อำเภอปะคำ

     

    1.ประวัติความเป็นมา   ปะคำเดิมเป็นหมู่บ้านป่า ซึ่งผู้คนอพยพมาจากเมืองโคราช ภายใต้การนำของหลวงอุดมพนาเวช มาตั้งบ้านเรือนพร้อมเจ้าเมืองนางรองสมัยโบราณ ต่อมาชาวบ้านได้ขุดพบพระอุโบสถเก่าแก มีพระพุทธรูปทองคำ จึงได้สร้างวัดในบริเวณดังกล่าว เรียกว่า วัดปะพระทองคำ และกลายเป็นชื่อหมู่บ้าน ต่อมามีการเรียกให้สั้นตามลักษณะนิสัยคนไทย จึงกลายมาเป็น " บ้านปะคำ" 
    2.เนื้อที่/พื้นที่ 296.029 ตร.กม.
    3.สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป ร้อนชื้น 

    อำเภอนาโพธิ์

     

    1.ประวัติความเป็นมา อำเภอนาโพธิ์   จังหวัดบุรีรัมย์
    ข้อมูลประวัติความเป็นมาของอำเภอ
    คำขวัญอำเภอนาโพธิ์
    "เหนือสุดบุรีรัมย์       วัฒนธรรมล้ำค่า
       ตระการตาบุญบั้งไฟ ผ้าไหมสวยนาโพธิ์"
    ๑.  สภาพทั่วไป
    ตำแหน่งที่ตั้ง
    -   อำเภอนาโพธิ์    ตั้งอยู่เหนือสุดของจังหวัดบุรีรัมย์    มีพื้นที่  255  ตารางกิโลเมตร  หรือประมาณ 159,375 ไร่  ห่างจากจังหวัดบุรีรัมย์  80 กิโลเมตร  มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดและอำเภอต่าง ๆ  ดังนี้
    ทิศเหนือ ติดต่อกับ     อำเภอนาเชือก  จังหวัดมหาสารคาม และ อำเภอหนองสองห้อง  จังหวัดขอนแก่น
    ทิศตะวันออก     ติดต่อกับ     อำเภอยางสีสุราช  จังหวัดมหาสารคาม
    ทิศใต้และทิศตะวันตก  ติดต่อกับ     อำเภอพุทไธสง  จังหวัดบุรีรัมย์
    สภาพพื้นที่และสภาพภูมิอากาศ     
    - สภาพพื้นที่  เป็นที่ราบลุ่มสลับที่ดอน สภาพดินเป็นดินร่วนปนทราย คุณภาพของดินอยู่  ในเกณฑ์ต่ำ มีลำห้วยสำคัญ คือ ห้วยลำพังชู  เป็นเส้นกั้นแบ่งเขตกับอำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม    ลำห้วยนี้ไหลลงสู่แม่น้ำมูล มีลำห้วยเล็ก ๆ อีก 4 สาย  คือ   ลำห้วยขามส้ม,  ลำห้วยกอก,  ลำห้วยจอก  และ    ลำห้วยเปือย
    -  สภาพภูมิอากาศ    เป็นแบบมรสุมเมืองร้อน     แบ่งเป็น  3  ฤดู    ฤดูหนาว   ฤดูร้อน  และฤดูฝน   ฤดูหนาวอากาศหนาวจัดลมแรง  ฤดูร้อนอากาศร้อนและแห้งแล้ง  ดินมีลักษณะเป็นดินปนทราย  และเป็นดินเค็มเล็กน้อยถึงระดับปานกลาง
    ประชากรและอาชีพ 
    -   อำเภอนาโพธิ์ มีประชากร รวมทั้งสิ้น  34,599  คน แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 5 ตำบล คือ ตำบลนาโพธิ์  ตำบลศรีสว่าง  ตำบลบ้านคู ตำบลบ้านดู่ และตำบลดอนกอก  มีเทศบาล  1  แห่ง  องค์การบริหารส่วนตำบล      5  แห่ง
      -  อาชีพของราษฎร  คือ การทำนา  เลี้ยงสัตว์  ทอผ้าไหม   และรับจ้างแรงงาน  พื้นที่   ในการเกษตรมีจำนวน  120,863  ไร่  เป็นเกษตรกรรมในฤดูฝน   คือ ทำนาเป็นหลัก    หมดฤดูฝนราษฎรจะอพยพแรงงานไปรับจ้างในท้องที่อื่น และกรุงเทพมหานคร
    การปกครอง
           อำเภอนาโพธิ์  แบ่งการปกครองเป็น 5 ตำบล 65 หมู่บ้าน  มีประชากรจำนวน  33,355  คน  เป็นชาย  16,481  คน  เป็นหญิง 16,874 คน  มีจำนวนครัวเรือน  6,988  ครัวเรือน
    การปกครองส่วนท้องถิ่น มีเทศบาล 1 แห่ง คือ เทศบาลตำบลนาโพธิ์  และมีองค์การบริหารส่วนตำบล 5 แห่ง  คือ องค์การบริหารส่วนตำบลนาโพธิ์  องค์การบริหารส่วนตำบลศรีสว่าง  องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านคู  องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านดู่  และองค์การบริหารส่วนตำบลดอนกอก
    ความเชื่อ ประเพณี และพิธีกรรม
    - เทศกาลงานเจ้าพ่อปู่อำเภอนาโพธิ์  เดือน ธันวาคม  ของทุกปี
    - งานเทศกาลชมผ้าไหม  ชิมส้มต่อน  สะออนเมืองนาโพธิ์ เดือน พฤศจิกายน  ของทุกปี
    - ประเพณีบุญบั้งไฟ  
    - ประเพณีงานสงกรานต์
    - ประเพณีวันลอยกระทง

    สถานที่สำคัญและแหล่งท่องเที่ยว
    - ศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านอำเภอนาโพธิ์  ตั้งอยู่บริเวณที่ว่าการอำเภอนาโพธิ์  หมู่ที่ 13 ตำบล    นาโพธิ์  เป็นแหล่งผลิตผ้าไหมที่มีชื่อเสียงของอำเภอนาโพธิ์  เป็นสถานที่ศึกษาดูงานและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผ้าไหม  อาทิเช่น ผ้าไหมคุณภาพเยี่ยม  เสื้อไหม  กระเป๋าสตางค์ไหม  เนคไทด์ไหม  ผ้าพันคอไหม         ผไ ซึ่ครงกางพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนตามพระราชดำริ  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  มีนางประคอง  ภาสะฐิติ  เป็นประธานศูนย์
    - ศูนย์ศิลปาชีพทอผ้าไหม  ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ  ตั้งอยู่หมู่ที่  1  ตำบลนาโพธิ์  อำเภอนาโพธิ์  เป็นแห่งผลิตผ้าไหมคุณภาพดี  โดยกลุ่มสมาชิกศูนย์ศิลปาชีพ   ส่งผ้าไหมขายให้กับมูลนิธิศูนย์ศิลปาชีพพิเศษ  สวนจิตลดา  มีนางประจวบ  จันทร์นวล  เป็นประธานศูนย์
    -  พระธาตุเจดีย์วัดพระธาตุบ้านดู่   ที่อยู่ บ้านดู่  ตำบลบ้านดู่  อำเภอนาโพธิ์  จังหวัดบุรีรัมย์
    -  พระธาตุวัดดอนกลาง  บ้านดอนกลาง   ตำบลบ้านคู  อำเภอนาโพธิ์  จังหวัดบุรีรัมย์
    6044
    ร้านอาหาร
    - หลุยส์ฟาร์ม
    - ครัวเตือนใจ โทร. 0  1063  0533
    ๒.  ประวัติความเป็นมา
    มีประวัติความเป็นมาตามคำบอกเล่า  เอกสารที่เกี่ยวข้อง  และบันทึกของผู้รู้ ดังนี้
    ต้นปี พ.ศ. 2416  ชาวบ้านแวงใหญ่ (ปัจจุบันคือหมู่ที่ 1  ตำบลบ้านแวง อำเภอพุทไธสง) ชื่อพ่อใหญ่เนียนและแม่ใหญ่นุ้ยสองสามีภรรยา  ได้ออกสำรวจหาทำเลที่เหมาะแก่การเพาะปลูกและตั้งบ้านเรือน  ครั้งแรกพบเนินป่าพังคี ซึ่งอยู่ใต้หนองสะแบง ในบริเวณนั้นยังมีลำห้วยเล็ก ๆไหลผ่านจึงอพยพครอบครัวพร้อมลูกหลานมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เนินป่าพังคีนั้น(ปัจจุบันคือคุ้มโศกพังคีในหมู่บ้านโนนศรีจันตำบลบ้านแวง)  ได้ทำการเพาะปลูกพืชผักเจริญงอกงามดี หน้าเดือน 11 - 12  น้ำหลาก  ไหลลงลำห้วยในละแวกนั้น ( น้ำห้วยหม่วยไหลไปตกที่ห้วยเตยใต้บ้านโนนขิงไค  ตำบลพุทไธสง ) พ่อใหญ่เนียนยังต้องการค้นหาทำเลที่เหมาะสมยิ่งกว่าเดิม  จึงพาคณะออกสำรวจทางน้ำไหลลงตามลำห้วยต่าง ๆ  บังเอิญพบลำห้วยใหญ่ชื่อว่าห้วยป่าชู้(ลำพังชู)  ซึ่งมีลำห้วยจอกไหลไปบรรจบที่ทุ่งสนามหมาหญ้า(สนามหญ้าม้าบ้านหนองหญ้ารังกา) และได้เดินตามคลองจอกดูว่ามาจากที่ใด  จนได้มาพบบึงขนาดใหญ่มีจอกไหลตามลำห้วยไป  สำรวจดูบริเวณรอบ ๆ บึงพบว่าเป็นเนินเมืองร้าง  มีครกมอง(กระเดื่องตำข้าว)  เล้าข้าว แต่มีสภาพเก่าเสาไม้ผุพังชำรุดแล้ว  บริเวณทิศใต้ของบึงมีเนินและป่า  จึงเรียกเมืองร้างนั้นว่า เมืองจอก(หรือเมืองน้อย บริวารเมืองพุทไธสงถูกเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์กวาดต้อนผู้คนไปจึงกลายเป็นเมืองร้าง)  จากนั้นได้สำรวจบริเวณรอบ ๆ เนินหมู่บ้าน  พบหนองน้ำอีกแห่งหนึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ของคลองจอก  มีเต่าหลายตัวทั้งตัวเล็กตัวใหญ่คลานขึ้นลงในหนองน้ำนั้น  น้ำในหนองก็ใสสะอาดดี  
    มีคันคูและเนินรอบหนองทุกด้าน จึงเรียกว่าหนองเต่า  ตามสภาพที่เห็น  ได้เดินสำรวจต่อลงมาทางทิศใต้เรื่อย ๆ  จนมาพบหนองน้ำที่เป็นหนองตามธรรมชาติไม่มีคูคันล้อมรอบ  กลางหนองน้ำพบว่ามีโครงกระดูกช้างกองติดอยู่ตามโคลนตม  พิจารณาดูแล้วลงความเห็นว่าเป็นกองกระดูกช้างเพศเมีย  จึงเรียกชื่อหนองน้ำนี้ว่า  หนองอีโซ ( ปัจจุบันคือที่ตั้งโรงเรียนชุมชนบ้านนาโพธิ์ )  บริเวณทิศเหนือหนองน้ำมีเนินขนาดใหญ่ไม่มีผู้ใดครอบครองเป็นเจ้าของ  เหมาะที่จะปลูกสร้างบ้านเรือน สร้างหลักปักฐาน พอใจทำเลแห่งนี้มาก  ปลายปี  พ.ศ. 2416     พ่อใหญ่เนียนจึงได้อพยพครอบครัวพร้อมญาติพี่น้อง 3 - 4  ครอบครัว  ออกจากเนินป่าพังคี  มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ริมฝั่งหนองอีโซ  ด้านทิศเหนือคือคุ้มสนวน ( บ้านขนวนในปัจจุบัน ) และยังมีชาวบ้านแวงใหญ่  บ้านบัวได้อพยพตามมาอีกเป็นจำนวนมาก  ภายหลังชาวบ้านข่าที่ทราบข่าวว่าพื้นที่บ้านหนองอีโซกว้างขาวง  ก็ได้อพยพตามมาสมทบอีก  ได้พากันสร้างบ้าน แผ้วถางป่าจับจองที่ดินทำมาหากิน  มากบ้างน้อยบ้างตามกำลังของตน  โดยไม่มีใครหวงห้ามและขยายเป็นคุ้มใหญ่(บ้านนาโพธิ์ หมู่ที่ 1  ปัจจุบัน)  ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของคุ้มสนวน(ขนวน)
    ต่อมาได้มีชาวบ้านส้มโฮง(เป็นหมู่บ้านหนึ่งในอำเภอยางสีสุราช  จังหวัดมหาสารคาม)  นำโดยหลวงละคร  ได้อพยพครอบครัวมาตั้งหมู่บ้านอยู่ทิศตะวันออกของคุ้มใหญ่ ซึ่งเป็นเนินป่าไม้แดงเรียกว่า  คุ้มโนนแดง  ยังมีชาวบ้านใกล้เคียงคือ บ้านหอย  บ้านดงและบ้านจิก  อพยพมาอยู่คุ้มนี้ด้วย ส่วนคุ้มหนองโกซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของคุ้มโนนแดงนั้น  หลวงพ่ออุดมซึ่งมีผู้คนเคารพนับถือมาก  พาย้ายถิ่นฐานมาจากหมู่บ้านขมิ้น (ปัจจุบันคือบ้านหูลิง ต.ขามเรียง  อ.สีสุราช จ.มหาสารคาม) เนื่องจากเกิดโรคห่า (อหิวาตกโรค) ระบาด  บ้านหนองอีโซจึงมี  4  คุ้ม  คือ  คุ้มสนวน(ขนวน)  คุ้มใหญ่  คุ้มโนนแดง  และคุ้มหนองโก
    เมื่อผู้คนมาอยู่รวมกันจำนวนมากขึ้น  จึงได้ทำการเก็บกักน้ำที่หนองเต่าไว้ใช้  ไว้ดื่ม  ห้ามสัตว์พาหนะลงก่อกวนทำสกปรก  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้  ส่วนหนองที่เก็บกักน้ำไว้เลี้ยงสัตว์คือหนองอีโซ( สมัยหลวงพ่อปลัดภูเป็นเจ้าอาวาสได้ปิดกั้นคันคู 3 ด้าน คือ ทิศตะวันออก ทิศเหนือ และทิศตะวันตก )  บรรดาครอบครัวในหมู่บ้านต่าง ๆ  มีคนอพยพมาตั้งถิ่นฐานมากขึ้นเรื่อย ๆ  ชาวบ้านจึงเลือกพ่อใหญ่เนียนขึ้นเป็นผู้นำหมู่บ้าน  เรียกว่า  ตาแสง  ปกครองหมู่บ้านได้รับความร่มเย็นเป็นสุขทั่วหน้ากันต่างก็ได้หักร้างถางพง  ขยายที่ดินทำไร่  ทำนา  ตามกำลังความสามารถของตน  ข้าวปลา พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์
    ต่อมาในปี พ.ศ. 2440  สมเด็จพระปิยมหาราชได้เปลี่ยนแปลงการปกครอง จากจตุสดมภ์  เป็นเวียง วัง คลัง นา แบ่งงานรับผิดชอบเป็น  12  กระทรวง  แบ่งเขตการปกครองเป็น  18  มณฑล  เป็นจังหวัด  อำเภอ  ตำบล และหมู่บ้าน  ใน พ.ศ. 2444  มีเจ้านายผู้ใหญ่ได้เดินทางมาเพื่อตั้งหมู่บ้านและตำบล  ท่านเห็นว่าชื่อบ้านหนองอีโซไม่เหมาะสมที่จะตั้งเป็นชื่อตำบล  จึงดำริหาชื่อใหม่ประกอบกับ  เห็นต้นโพธิ์หลายต้นที่เจริญงอกงามแผ่กิ่งก้านสาขา  น่าร่มเย็นงามสง่าอยู่ในบริเวณที่นาที่มีความอุดมสมบูรณ์ใกล้ ๆ  หมู่บ้าน  ท่านจึงตั้งชื่อตำบลว่า  ตำบลนาโพธิ์  และให้เรียกชื่อหมู่บ้านตามนามใหม่นี้  บ้านหนองอีโซจึงถูกเรียกว่า บ้านนาโพธิ์  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา(ปัจจุบันผู้สูงอายุบางท่านยังเรียกบ้านหนองอีโซอยู่)
    ส่วนผู้นำหมู่บ้านนั้น  ตาแสงเนียนได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหลวงขันอาสา  ทำหน้าที่คล้ายกำนัน  โดยมีผู้ใหญ่น้อยแลผู้ใหญ่อิน (ขุนศรีเม้า)  ทำหน้าที่ผู้ใหญ่บ้าน  ผู้ที่เป็นตาแสงคนต่อมา  คือหลวงชนชนะชัย  เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัยรัชกาลที่ 5  ได้ตั้งตำบลนาโพธิ์ขึ้น  จึงได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหลวงศรีสมบัติ  นับว่าเป็นกำนันคนแรกของตำบล  โดยมีผู้ใหญ่ป้องเป็นผู้ใหญ่บ้าน  กำนันคนต่อมาคือหลวงจันชมพู  ใน  พ.ศ. 2456  ลาออกจากราชการ นายนาก เปลี่ยนไธสง เป็นสารวัตรกำนัน ได้รับคัดเลือกเป็นกำนันแทน มีนายคำหมา บุญที  ทำหน้าที่ผู้ใหญ่บ้าน  กำนันนากเป็นผู้มีพวกพ้องมาก เป็นที่เคารพยำเกรงของประชาชนในหมู่บ้านและละแวกใกล้เคียงพร้อมกันนี้ยังทำหน้าที่เป็นสารวัตรกำนันศึกษาด้วย  จึงได้รับเงินเดือนสูงถึง 20 บาท  ต่อมามีการยุบตำแหน่งสารวัตรศึกษาทำให้มีรายได้น้อยลง  จึงยุบหมู่บ้านคือคุ้มสนวนและคุ้มโนนแดงมารวมเป็นคุ้มเดียว  เพื่อเก็บค่าหัวจากลูกบ้านเป็นรายได้ต่อปี  กำนันนากพัฒนาปรับปรุงบริหารบ้านเมืองมาด้วยความเข้มแข็งเด็ดเดี๋ยว  ทำให้ประชาชนอยู่ดีมีความสุข  ผลงานปรากฎที่สำคัญคือการปราบโจรหล้าเป่  ที่มาปล้นสะดมชาวบ้านคอกม้า  ( อยู่ทิศตะวันออกของหมู่บ้านหนองโก  ปัจจุบันอพยพมารวมกับบ้านหนองโกหมดแล้ว ) จนโจรเตลิดหนีไป  ท่านจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นขุนสถิตโพธิพุทไธสง  ส่วนผู้ใหญ่บ้านก็มีตำแหน่งเป็นหมื่นรองกันลงไป  ในสมัยนั้นไม่มีการเกษียณอายุราชการท่านจึงถูกปลดออกเมื่ออายุ  70  ปี  ได้แต่งตั้งนายสิงห์  เลื่อนไธสง  เป็นกำนันแทน  เมื่อเสียชีวิตแล้วจึงได้แต่งตั้งนายสวาสดิ์   แหลมไธสง ( ก้อน  ทองถม )  เป็นกำนันเมื่อพ้นจากตำแหน่ง  นายทองเพชร  แก้วบุดศา  ผู้ใหญ่บ้านขมิ้น  จึงได้รับแต่งตั้งเป็นกำนันแทนจนถึงปัจจุบัน  ส่วนผู้ใหญ่บ้านต่อจากนายคำเหมา  บุญที  ก็คือนายประวัติ  วิศิษฎ์ศิลป์ ( นายตุ้มทอง  จีนไธสง ) นายวิไล  บุญมี  นายประกิจ  ภาสะฐิติ  นายบรรยงค์  ตั้งสมบูรณ์  นางประคอง  ภาสะฐิติ  และนายอมร  เลไธสง  ในปัจจุบัน
    ตำบลนาโพธิ์เป็นตำบลที่มีผู้นำเข้มแข็งและมีชื่อเสียงในการพัฒนามาตลอด  โดยเฉพาะในสมัยกำนันขุนสถิตโพธิพุทไธสงได้พัฒนาหมู่บ้านจนมีชื่อเสียงเป็นกำนันชั้นหนึ่งของจังหวัดบุรีรัมย์  ในการพัฒนาบ้านให้เป้นเมืองจึงได้เริ่มมาเรื่อยๆ  สมัยกำนันสิงห์  เลื่อนไธสง  นายประวัติ  วิศิษฎ์ศิลป์  เป็นผู้ใหญ่บ้าน  ด้วยวิสัยทัศน์และเลือดนักปกครองที่มีอยู่ในตัวและรู้จักกับบุคคลหลายวงการ  จึงเป็นผู้นำความเจริญมาสู่ตำบลนาโพธิ์  ได้ของบประมาณมาสร้างฝายน้ำล้นเพื่อการเกษตร  หาอาชีพเสริมนอกฤดูทำนาเช่นการปลูก ปอ  การทอผ้ากี่กระตุก  สมัยจอมพลถนอม  กิติขจร  เป็นนายกรัฐมนตรี  คุณไพฑูรย์  ประยงค์ยิ้ม  ซึ่งเป็นผู้ตรวจการสำนักนายกรัฐมนตรีให้ความสนใจบ้านนาโพธิ์เป็นพิเศษ  เคยมาบ้านนาโพธิ์หลายครั้งเห็นความพร้อมเพรียง  สามัคคีในการพัฒนาทุกด้านได้ผลอย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะท่านสนใจการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม  การทอผ้า   ที่ผู้ใหญ่ประวัติ  ได้นำชาวบ้านทำอยู่  ได้เข้ามาเยี่ยมเยือนพบปะเพื่อซักถามปัญหาอุปสรรคต่างๆพร้อมกับหาแนวทางแก้ไขและช่วยเหลือทุกวิถีทาง  เช่นการจัดผ้าป่านำเที่ยวเพื่อพาเศรษฐีจากกรุงเทพ ฯ  มาซื้อผ้าไหมที่บ้านนาโพธิ์  หรือหาตลาดที่กรุงเทพ ฯ เพื่อส่งผ้าไปขายจนชาวบ้านทอออกมาแทบไม่ทัน  เพราะได้รับการสนับสนุนจากชาวกรุงเทพ ฯ เป็นอย่างดียิ่ง  ครั้งล่าสุดท่านกำชับให้ชาวนาโพธิ์พยายามพัฒนาหมู่บ้านให้เจริญ  แล้วตั้งเป็นเขตสุขาภิบาลขึ้น  พร้อมกันนี้ท่านได้กำชับนายอำเภอพุทไธสงให้ช่วยดูแล  และรับปากจะเป็นผู้ประสานงานทางหน่วยเหนือให้  เพื่อที่จะตั้งเป็นกิ่งอำเภอต่อไป  จึงให้ผู้นำสมัยนั้นคือกำนันสวาสดิ์  แหลมไธสง  คุณพ่อประวัติ  วิศิษฎฺศิลป์  ท่านพระครูสังฆภาร  และชาวบ้านทุกคน  ตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาหมู่บ้าน  ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ  อุทิศกำลังกาย  จิตใจ  กำลังทรัพย์ในการพัฒนาจนได้รับโล่พัฒนาตำบลดีเด่นจากกระทรวง  มหาดไทย  เมื่อ  พ.ศ.2517  จากนายธานินทร์  กรัยวิเชียร  นายกรัฐมนตรี
    สภาพปัญหา  อำเภอพุทไธสงมีอาณาเขตกว้างขวางการคมนาคมและการติดต่อราชการเป็นไปด้วยความลำบากเพราะใช้วิธีเดินเท้า โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ทิศเหนือสุดตรงรอยต่อระหว่างอำเภอพุทไธสง  กับอำเภอนาเชือกจังหวัดมหาสารคาม  และอำเภอหนองสองห้องเขตจังหวัดขอนแก่น  ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ของตำบลบ้านคูและตำบลบ้านดู่  ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากภัยโจรผู้ร้ายที่มีชุกชุมมาก  ตำรวจไม่สามารถดูแลความสงบสุขของราษฎรได้ทั่วถึงออกตรวจได้เฉพาะตอนกลางวัน  ส่วนตอนกลางคืนจะต้องกลับมานอนค้างที่ตำบลนาโพธิ์  ความเป็นอยู่ของประชาชนก้ออดอยากยากแค้นมีการย้ายถิ่นฐาน  และบางบ้านออกไปหาขอทานเพราะสภาพอากาศดินฟ้าไม่อำนวย  ข้าราชการไม่มีโอกาสได้พบปะกับประชาชนเลย  เพราะอยู่ห่างไกลจากตัวอำเภอถึง 50 กิดลเมตร กำนันทั้ง 3 ตำบล คือ กำนันสวาสดิ์  แหลมไธสง (ตำบลนาโพธิ์)  กำนันนู  มั่งไธสง ( ตำบลบ้านคู ) และกำนันเกศา  ประทุมตรี ( ตำบลบ้านดู่ ) ได้ปรึกษาหารือกันหาทางแก้ปัญหา  จึงตกลงกันเรียกประชุมสมาชิกสภาตำบลและผู้นำหมู่บ้าน  เช่น  นายประวัติ  วิศิษฎ์ศิลป์  ผู้ใหญ่บ้านนาโพธิ์  นายวิไล  บุญมี  นายพิเชียร  ธานี  มีมติที่ประชุมเห็นพร้อมกันให้ทำร่างแบบขอตั้งกิ่งอำเภอขึ้นโดยอาศัยข้อมูลจากสภาตำบลเป็นหลัก
    ได้จัดหาและจัดตั้งหน่วยงานและสถานที่ต่างๆ  เพื่อเตรียมความพร้อมดังนี้
    พ.ศ.2511  จัดตั้งสถานีตำรวจภูธรประจำตำบล  (เป็นสถานีตำรวจภูธรในปัจจุบัน)  และสถานีอนามัยประจำตำบลขึ้น
    พ.ศ.2515  ย้ายโรงเรียนนาโพธิ์  ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกบ้านขมิ้น (ที่ตั้งเทศบาลปัจจุบัน) มาตั้งที่หนองอีโซโดยไม่ใช้งบประมาณจากทางราชการ  สร้างเสร็จในเวลา  1  เดือน ( อาคาร 4 หลัง )
    ขอตั้งเขตสุขาภิบาลขึ้น ในหมู่บ้านที่เป็นเขตเทศบาลตำบลนาโพธิ์ในปัจจุบันนี้  พร้อมกับเตรียมจัดหาที่ในการตั้งกิ่งอำเภอชั่วคราว  เนื้อที่ทั้งหมด  73  ไร่  90  ตารางวา  ( ในขณะนั้น )
    พ.ศ.2517  ตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก  และตั้งโรงไฟฟ้าแบบพัฒนาโยทางหมู่บ้านจัดหาที่ดินเสาไฟฟ้าและไม้คอนสาย  ส่วนทางราชการจัดหาเครื่องยนต์และเจ้าหน้าที่มาดูแลให้
    พ.ศ.2520  ติดต่อขอตั้งโรงเรียนนาโพธิ์พิทยาคมซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยม  โดยท้องถิ่นจัดหาที่ดินในการปลูกสร้างจำนวน  45  ไร่  จัดสร้างอาคารชั่วคราวจนสำเร็จ  นอกจากนี้ยังได้สร้างศาลาพ่อปู่เพื่อเป็นศูนย์รวมใจและสักการบูชา  จัดงานสงกรานต์ที่ยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี  จัดเป็นวันพัฒนา  นำหินลูกรังมาถมถนนในหมู่บ้าน  5  ปีติดต่อกัน  จนไปมาสะดวกทุกสาย  แต่คุณไพฑูรย์  ประยงค์แย้ม  ได้ถึงแก่กรรมเสียก่อน
    พ.ศ.2523  กำนันสวาสดิ์  แหลมไธสง  คุณพ่อประวัติ  วิศิษฎ์ศิลป์  และนายพนัส  สุกลตะนาค  ปลัดพัฒนาเดินทางไปติดต่อกับกระทรวงมหาดไทย  โดยมีพล.ต.ต.เทพ  ธีระจันทรานนท์  นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ลูกนาโพธิ์โดยกำเนิด  และด.ร.อนุวัฒน์   วัมนพงษ์ศิริ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและเทคโนโลยีซึ่งเป็นผู้แทนจังหวัดบุรีรัมย์  ช่วยประสานงานทางกระทรวงมหาดไทยและสำนักนายก  ช่วยอีกแรงหนึ่ง  การขอตั้งกิ่งจึงสำเร็จได้รับการอนุมัติในวันที่  31  มีนาคม  2524
    ผู้ใหญ่ประวัติได้บันทึกเอาไว้ว่า  “ในการพัฒนาด้านต่างๆสำเร็จเรียบร้อยไปด้วยดีนั้น  ได้อาศัยความร่วมมือจากประชาชนและบุคคลต่างๆเป็นอย่างดี  โดยเฉพาะนายเรียบ  บุญริน  อาสาพัฒนา  นายวิไล  บุญมี สมาชิกสภาจังหวัด  นายแสง  กาวไธสง  ครูโรงเรียนบ้านนาโพธิ์  ท่านพระครูสังฆภารโสภณ 
      เจ้าคณะตำบลนาโพธิ์  และคุณหมอพิเชียร  ธานี  เป็นแรงช่วยสนับสนุนทุกวิถีทางเป็นที่ปรึกษา  มีปัญหาเกิดขึ้นช่วยกันแก้ไขจนสำเร็จลุล่วงด้วยดี  บุคคลที่น่าสรรเสริญเป็นพิเศษคือ  ครูแสง  กาวไธสง  ในตอนเด็กเดินปักหลักเขตสุขาภิบาลนั้นบังเอิญตรงกับช่วงเดือนเมษายนแดดเผาเหงื่อโชคโชนทั้งสองคนกว่าจะได้จุดหมายทั้งสี่ทิศ  เหนือ  ใต้  ตะวันออกและตะวันตก  ต้องผจญกับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากระหายน้ำทั้งสองคนกว่าจะเรียบร้อย  อีกคนคือนายเสาร์  เค้าคำ  เลขากลุ่มเกษตรกร  ในการหาเงินสร้างกิ่งชั่วคราวเพราะเงินกองกลางไม่มี  ทั้งสองคนต้องตระเวนขอความช่วยเหลือตามวัด  นักบุญผู้จำศีลทุกวัดและตามบ้านเรือนประชาชนทุกหลังคาเรือนทุกหมู่บ้านในเขตอำเภอนาโพธิ์และเขตอื่นๆที่พอจะพึ่งได้  ทั้งสองคนต้องเดินเท้าเปล่าไม่มียานพาหนะ  หิวที่ไหนขอกินที่นั่น  เดชะบุญเก็บเงินได้หมื่นกว่าบาทได้นำมาจัดตั้งที่ทำการชั่วคราวกิ่งอำเภอนาโพธิ์จนสำเร็จตามคำสั่งของทางจังหวัด  หาไม่การตั้งกิ่งคงล่าช้ากว่านี้หรือไม่ได้เลยเพราะมีคู่แข่งคือ  ก.ม.0  ตำบลทองหลาง”
    เกี่ยวกับสถานที่ในการตั้งกิ่ง  ได้มีผู้เสนอไว้หลายแห่งเพื่อความเหมาะสม  สะดวกและความเป็นไปได้  ผ่านความเห็นชอบจากหลายฝ่าย  แล้วจึงมีการคัดเลือกผ่านสภาตำบลทั้ง  3 ตำบล  ดังนี้
    1.โนนหนองเหล็กต้องตกไปเพราะห่างจากหมู่บ้านและทางคมนาคม
    2.ทำเลป่าสงวนบ้านทุ่งบ่อ  ห่างไกลหมู่บ้านก็ตกไป
    3.ที่ดินสงวนไว้ติดบ้านนาโพธิ์  เนื้อที่ไม่พอก็ตกไป
    4.ป่าช้าบ้านสว่างของ  3  หมู่บ้านติดโรงเรียนมัธยม  ทำเลไม่เหมาะก็ตกไป
    5.หนองเอี่ยน
    6.โนนหนองเต่า
    ระหว่างหนองเอี่ยนและโนนหนองเต่า  มีเสียงสนับสนุน  หนองเอี่ยน  5  เสียง  หนองเต่า  50  เสียง  ตกลงได้ตั้งกิ่งที่โนนหนองเต่าซึ่งมีเนื้อที่  73  ไร่  90  ตาราว
    ปลัดสวัสดิ์  ศรีภา  ปลัดสุขาภิบาลตำบลนาโพธิ์  ในสมัยนั้นได้ตั้งข้อสังเกตข้อคิดสนับสนุนในการเลือกโนนหนองเต่าเอาไว้ว่า  “  ที่นี้เหมาะมากเพราะติดถนนใหญ่มีหนองน้ำอยู่ด้านหน้ากิ่งใสสะอาดดี  ถ้าปรับปรุงด้านหน้าเป็นที่พักผ่อนของประชาชนเป็นทัศนียภาพสวยงามมาก  หากขยายถนนติดต่อกับบ้านจอกและนาโพธิ์ซึ่งระยะทางใกล้ๆกัน  ต่อไปความเจริญจะแผ่กว้างออกไปอีก  จะทำให้กิ่งอำเภอนาโพธิ์สวยงามแต่ต้องวางผังให้เรียบร้อยน่าดู  คงจะเป็นอำเภอที่ใหญ่โตในอนาคต  ”
    สังคมไทยบ้านกับวัดเป็นของคู่กัน  วัดให้การศึกษาบวชเรียน  เขียน  อ่านอบรมด้านคุณธรรมจริยธรรม  กล่อมเกลาจิตใจให้คนในสังคมอยู่รวมกันอย่างมีความสุข  เอื้อเฟื้อ  โอบอ้อมอารีต่อกัน  ใน ปี พ.ศ.2417  ชาวบ้านหนองอีโซได้ตั้งวัดขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของหมู่บ้านจึงเรียกว่า  วัดอาคเนย์  โดยได้นิมนต์พระครูอุต  ที่เดินทางมาจากกรุงศรีอยุธยา  เป็นเจ้าอาวาส  ท่านอยู่ได้  3  ปี  จึงเดินทางกลับภูมิลำเนาของตน  ต่อมาในปี  พ.ศ.2444  หลวงศรีสมบัติซึ่งเป็นกำนันในสมัยนั้นเห็นว่า  ชื่อหมู่บ้านก็เรียกว่าบ้านนาโพธิ์ตามชื่อตำบล  ตนเองก็รับบรรดาศักดิ์ใหม่จากหลวงชนชนะชัยเป็นหลวงศรีสมบัติ  นามวัดก็สมควรจะได้เปลี่ยนไปด้วยเพราะความเหมาะสม  พระวินัยธรเถิง  ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสก็เห็นยินดีด้วย  จึงพร้อมใจกันขออนุญาตเปลี่ยนชื่อวัดใหม่  จาดสมเด็จพระปิยมหาราชเป็นวัดโฉมศรี ( คนเฒ่าคนแก่เล่าต่อกันมาว่า คำว่าโฉม  มาจากรูปโฉมของท่านกำนันที่ลือกันว่าสง่างามนัก  คำว่า  ศรี  เป็นชื่อภรรยาของท่านจึงตั้งชื่อวัดว่าวัดโฉมศรี )  แต่คนอีสานออกเสียง  ฉ  เป็น  ส  จึงเรียกเป็น  วัดสมศรี  และเรียกต่อๆกันมา  จึงได้ชื่อว่า  วัดสมศรี  มาถึงปัจจุบัน
    ความเจริญทางศาสนาเมื่อท่านอาจารย์ปลัดภูฯ  ได้ออกธุดงค์จากนครนายก  เขาใหญ่นครราชสีมา  ผ่านมาได้จำพรรษาที่วัดสมศรีเป้นครั้งแรก  พร้อมน้องชายติดตามมาด้วยคือ  พ่อทม  พ่อป่าน  พ่อเหล่า  จึงได้ให้น้องชายตั้งรกรากมีครอบครัวที่นาโพธิ์  เมื่อท่านจำพรรษาอยู่ได้ไม่นานก็ได้ออกธุดงค์ไปทางเหนือ  ท่านได้ประสบการณ์ทางด้านไสยศาสตร์ขลังมาก  ส่วนน้องชายได้บวชและสึกออกมามีครอบครัวที่บ้านนาโพธิ์ทุกคน  ท่านอาจารย์ปลัดภูฯ  เคร่งทางศาสนาตลอดจนทางไสยศาสตร์  ได้สร้างกุฏิ  ศาลาโรงธรรม  พระอุโบสถใหญ่โตกว่าทุกวัดในเขตอำเภอพุทไธสง  และเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์  ญาติโยมเคารพนับถือทำอะไรๆก็สำเร็จทุกอย่างได้บูรณะหนองน้ำตามหมู่บ้านใกล้เคียงไว้หลายแห่ง  นับว่าท่านมองอนาคตใกล้เคียงได้ดีมาก  ถึงหน้าฝนท่านได้นำพระภิกษุ  สามเณร  เด็กวัด  คัดน้ำเข้าหนองและปิดกั้นคันคูเองโดยใช้ชาวบ้านไม่ต้องเดือดร้อน  สมัยท่านเป็นเจ้าอาวาสมีพระภิกษุ  สามเณร  เด็กวัด  มาศึกษาเล่าเรียนมาก  มีตาเถร  นางชี  ชาวบ้านจำศีลห้า  ศีลแปดหนาแน่น  นับเป็นยุคที่พระพุทธศาสนา  ในการบริหารจากพระคุณท่านเจริญมาก  คนต่างถิ่นเคารพยำเกรงและกลัวด้วย  ท่านมรณะทั้งที่ครองผ้าเหลือง  เมื่อปี  พ.ศ.2467  ชาวบ้านได้ทำบุญอุทิศ  เผาศพอย่างสมเกียรติมโหฬารยิ่ง  ( การเผาศพปรากฏว่าคราวแรกไม่ติดไฟ  ทำอย่างไรก็ไม่ติด  ต้องบรวงสรวงวิญญาณ  ทำพิธีเสร็จไฟจึงติดเป็นที่น่าอัศจรรย์  ต่อหน้าคนนับหมื่นๆ )
    หลังจากการเผาศพท่านแล้ว  ทางหมู่บ้านได้สร้างพระธาตุบรจุอัฐิไว้หน้าพระอุโบสถ  เป็นที่ระลึก  ถึงเทศกาลสงกรานต์ลูกหลานได้ทำบุญก่อพระทราย  500 กอง  พร้อมบังสกุลอุทิศส่วนกุศลและถวายดอกไม้สวรรค์เรียกว่าดอกจงกล  เวลาเข้าพรรษาต้องนิมนต์ด้วยขันห้าขันแปดเทียนเล่มบาทเข้าพรรษา  รู้สึกว่าลูกหลานอยู่เย็นเป็นสุขไม่เดือดร้อนแคล้วคลาดจากภัยพิบัติต่างๆ  จะไปทางใดเมื่อระลึกถึงวิญญาณท่านแล้วจะปลอดภัย
    เจ้าอาวาสวัดอีกรูปหนึ่งที่สมควรกล่าวถึงเป็นอย่างยิ่งในคราวการสร้างบ้านให้เป็นเมืองคือ  หลวงพ่อยิ้ม ( ภายหลังได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสังฆภารโสภณเจ้าคณะอำเภอนาโพธิ์ )  เจ้าอาวาสวัดสมศรี  ท่านบวชในพระพุทธศาสนาตั้งแต่วัยหนุ่มได้ธุดงค์ไปหลายจังหวัดท่านมีความสามารถ  อ่านภาษเขมรได้  มีประสบการณ์ทางด้านไสยศาสตร์  เคร่งครัดในกิจทางพุทธศาสนาเป็นที่เลื่อมใสศรัทธราแก่พระพุทธศาสนิกชนทั่วไป  เป็นศูนย์รวมใจในการเสียสละทั้งกำลังกาย  กำลังทรัพย์เพื่อพัฒนาท้องถิ่น  ให้การอุปถัมภ์สนับสนุนการก่อสร้างเครื่องสาธารณูปโภค  เช่น  โรงไฟฟ้า  การประปา  โรงพยาบาล  สถานีตำรวจ  โรงเรียนมัธยม      ( โรงเรียนนาโพธิ์พิทยาคม )  ตลอดจนย้ายโรงเรียนนาโพธิ์สถิตราษฎร์บำรุง  มาตั้งที่หนองอีโซโดยไม่ได้ใช้งบประมาณของทางราชการแม้แต่บาทเดียว  การจัดหาที่ในการสร้างกิ่งอำเภอชั่วคราว  ก็ได้อาศัยท่านเป็นกำลังสำคัญในการเชิญชวนให้เจ้าของที่ดินบริจาค  และใช้เงินส่วนตัวจ่ายเป็นค่าชดเชยถึง  5  แปลง  ในรายที่ขอค่าชดเชย  นอกจากนี้ท่านยังอุปถัมภ์วัสดุ  ครุภัณฑ์มาทำเครื่องใช้ในสำนักงานกิ่งชั่วคราวโดยมีผู้มีฝีมือช่างบริจาคแรงงานในการจัดทำอาทิ  นายยรรยง  ตั้งสมบูรณ์  นายเหรียญ  โปรยไธสง  นายตัน  โล้นไธสง  และอีกหลายๆคนจนทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี  ท่านมรณภาพในวันที่  27  กันยายน 2547
    ส่วนผู้ที่เสียสละที่ดินที่ควรแก่การบันทึกไว้  เพื่อเป็นเกียรติประวัติและความภูมิใจของลูกหลานมีดังนี้
    1.นายประกิต  ภาสะฐิติ 2.นางหนูพัน  โพธิขำ
    3.นายนาย  โพธิขำ 4.นางฮวด  เบอร์ไธสง
    5.นางทองอินทร์   ลุนไธสง
                          6.นายชาโน   โปยไธสง
    7.นายทองคำ   จันนวล 8.นายพัน   เลไธสง
    9.นายวิรัตน์   ปุ๊กไธสง     
                          10.นายอ่อนตา  เปลี่ยนไธสง
    11.นายทองดี   หลากไธสง
                          12.นายชนะ   บาลไธสง
    13.นายวิชิต  เวศสุวรรณ์ 14.นายจอม   มูลศรีแก้ว
    15.นายเหรียญ   พลรักษา
                           16.นายประจวบ  ศรีคุณ
    17.นางกอง   เปไธสง 18.นางหนูไพร  ศรีคุณ
    19.นายสิน   พิมพา 20.นางทองอินทร์   วัฒนานุสิทธิ
    21.นางกอง   แนนไธสง 22.นายยศ   เปรมไธสง
    23.นายตัน   โล้นไธสง 24.นางสุดใจ   ผาดไธสง
    25.นางสอน   รูไธสง 26.นายวิไล   บุญมี
    27.นายสุวอ   บาลไธสง 28.นายทรงธรรม  สิงห์ไธสง
    29.นายทวี   สุขพอดี 30.นางปุ้ย   สถิตวิทยานันท์
    31.นายที   ลาภไธสง 32.นายสร้อย   บุษบรรณ
    33.นายสนิท  วิชาเลิศเรืองเดช
    34.นายสวัสดิ์   ก้อนทองถม
    35.นายกี   ไลไสง 36.ท่านพระครูสังฆภารโสภณ
    37.นายนารถ  เจริญพันธุวงศ์
    38.พล.ต.เทพ  ธีระ  จันทรานนท์
    เมื่อตั้งเป็นกิ่งอำเภอนาโพธิ์แล้ว  ได้รับการอนุมัติให้ตั้งตำบลขึ้นใหม่อีก  2  ตำบล  อำเภอนาโพธิ์จึงมีทั้งหมด  5  ตำบล  65  หมู่บ้าน  ดังในปัจจุบันนี้
    1.ตำบลนาโพธิ์  มี  14  หมู่บ้าน นายสวนายสวัสดิ์  แหลมไธสง
    นายแสง  กาวไธสง   เป็นเลขาสภาตำบล
    2.ตำบลบ้านคู  มี  15  หมู่บ้าน นายนู   มั่งไธสง   เป็นกำนันนายจัน  เม็นไธสง   เป็นเลขาสภาตำบล
    3.ตำบลบ้านดู่  มี  12  หมู่บ้าน นายเกศา   ประทุมตรี เป็นกำนันนายวิวัฒน์   ยาวไธสง เป็นเลขาสภาตำบล
    4.ตำบลดอนกอก  มี  14  หมู่บ้าน นายพิมพ์  พานไธสงเป็นกำนันนายบุญจันทร์  แปวไธสง เป็นเลขาสภาตำบล
    5.ตำบลศรีสว่าง  มี  10  หมู่บ้าน นายโฮม  ลืมไธสเป็นกำนันายศรี  ธีระวิทยกุล เป็นเลขาสภาตำบล
    เมื่อได้เป็นกิ่งอำเภอนาโพธิ์แล้วชาวนาโพธิ์ทุกคนทั้งใกล้ไกลนอกและในประเทศ  รับราชการและไปขายแรงงานต่างถิ่น  รวมทั้งข้าราชการทุกหมู่เหล่าในท้องถิ่น  และที่มาปฏิบัติราชการชั่วคราว  ได้ร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนากิ่งอำเภอให้เจริญก้าวหน้า  แสดงให้เห็นว่าเราพร้อมที่จะเป็นอำเภออย่างเต็มภาคถูมิ  ได้ร่วมแรงร่วมใจกันหาที่ในการตั้งสถานีตำรวจภูธรประจำกิ่งอำเภอ  จัดหาที่ในการปลูกสร้างโรงพยาบาลได้สำเร็จ  ในที่สุดอำเภอนาโพธิ์ก็ได้รับการอนุมัติเป็นอำเภอในวันที่  1  มกราคม  2531  จัดพิธีเปิดเป็นทางการเมื่อวันที่  23  เมษายน  2531  ปีเดียวกันโดย  ฯพณฯ ท่าน  นายกพลเอกเปรม  ติณศูลานนท์  นายอำเภอในตอนนั้นคือ  นายอุดม  พัวสกุล  คุณพ่อครูคำ  คะนึงสัตย์ธรรม  ไดขวัญของอำเภอนาโพธิ์มีว่า  “  เหนือสุดบุรีรัมย์  วัฒนธรรมล้ำค่า  ตระการตาบุญบั้งไฟ  ผ้าไหมสวยนาโพธิ์  ”  เป็นอำเภอที่มีการทำนาเป็นอาชีพหลักแต่  “  พื้นดินแห้งแล้ง  มากที่สุดของประเทศไทยเพราะไม่มีแม่น้ำและแหล่งน้ำ  ประชากรขาดแคลนน้ำในการอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร  ดินใช้ประโยชน์ทางการเกษตรไม่ได้ผล  มีการชะล้างพังทลาย  ขาดความอุดมสมบูรณ์  และมีความเค็มสูง  ส่งผลให้ประชาชนประกอบอาชีพไม่ได้  ”  (21 กรกฎาคม 2530  ศูนย์วิจัยและพัฒนาภูมิภาคสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย)  มีอาชีพรองที่มีชื่อเสียงและนำรายได้มาสู่ครอบครัวคือการทอผ้าไหม  เป็นแหล่งทอผ้าไหมที่ชนะการประกวดผ้าที่ตำหนักภูพานราชนิเวศน์   ปีละหลายรางวัลเป็นที่ตั้งโรงทอผ้าไหมในโครงการศิลปาชีพพิเศษของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถ  และมีศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ  เสด็จมาเปิดเป็นทางการเมื่อวันที่  10  ธันวาคม  2544  ซึ่งเป็นความภูมิใจและเป็นนิมิตรหมายอันดี  ของเราชาวอำเภอนาโพธิ์เป็นอย่างยิ่ง  ดั่งคำโบราณท่านกล่าวว่า  “  ช้างเหยีบนา  พยาเหยีบเมือง  ”  จะทำให้บ้านเมืองนั้นเจริญรุ่งเรืองมีแต่ความสงบสุข  ร่มเย็น  รักสามัคคีพร้อมเพรียงกัน  ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์  สมความมุ่งหมายของบรรพบุรุษที่เสียสละกำลังงานกำลังกาย  กำลังทรัพย์เพื่อให้ลูกหลานได้อยู่ดีมีสุข
    ประการสุดท้ายขออ้างเอาบันทึกของคุณพ่อประวัติ  “  ที่กล่าวขอบคุณบรรดาประชาชนทุกระดับชั้นที่ได้ช่วยกันสร้างโรงเรียนมัธยม  กิ่งอำเภอบริจาคกำลังกาย  กำลังทรัพย์ได้ช่วยกันพัฒนาและเสียสละจงได้รับผลบุญกุศลกรรมตอบแทนทั้งภพนี้และภพหน้า  บุตรหลานก้าวหน้าและรุ่งเรืองต่อไปด้วยความผาสุก  และสุขสันต์สืบไปด้วยอานุภาพพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  และเทพอารักษ์ช่วยปกป้องรักษาหมู่มวลมนุษย์ดังกล่าวนี้ให้ปราศจากสรรพภัยท้องปวง  ชั่วนิรันดร์  ”
      
    1.  ผู้ดำรงตำแหน่ง  ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้ากิ่งอำเภอนาโพธิ์  และนายอำเภอนาโพธิ์
    1.1 ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้ากิ่งอำเภอนาโพธิ์
    1.  นายวิจิตร เนียมชำนาญ  31  มี.ค.  2524  -  31  พ.ค.  2524
    2.  นายพิเนตร อินทะกนก    1  มิ.ย.  2524  -   9  มิ.ย.  2525
    3.  นายทองอินทร์   โอดพิมพ์  10  มิ.ย.  2525  -  30  ก.ย.  2526
    4.  นายมงคล  วัฒนากูล    1  ต.ค. 2526   -   8  พ.ย.  2530
    5.  นายอุดม   พัวสกุล    9  พ.ย.  2530  -  31  ม.ค.  2531
    1.2  นายอำเภอนาโพธิ์
    1.  นายอุดม   พัวสกุล    1  ก.พ.  2531  -  15  ต.ค.  2532
    2.  นายหิรัญ  เจริญทวีทรัพย์       14  ต.ค. 2532   -  24  มี.ค.  2534
    3.  นายเกษม   บุญข้าเหลือ          25  มี.ค. 2534   -  16  ต.ค.  2537
    4.  นายฉัตรชัย  รักจรรยา                       17  ต.ค.  2537  -  2  พ.ย.   2541
    5.  นายโกสินทร์  ศรีเพชรพงษ์        3  พ.ย.  2541  -  10  ธ.ค.  2544
    6.  นายวิสุทธิ์   สิงตะบุตร์                       11   ธ.ค.  2544  -  30  มิ.ย.  2546
    7.  นายวิฑูรย์  ปิสาวงษ์                              7  ก.ค.  2546  -  31  ต.ค.  2547
    8.  นายสุชาติ   รัตนถาวร   1  พ.ย.  2547  -  30  ก.ย.  2550
    9.  นายวิสูตร   นุกูลกิจ   1  ต.ค  2550  -  ปัจจุบัน
     
    2.เนื้อที่/พื้นที่ 255 หรือประมาณ 159,375 ไร่ ตร.กม.
    3.สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป มรสุมเมืองร้อน แบ่งเป็น 3 ฤดู ฤดูหนาว ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาวอากาศหนาวจัดลมแรง ฤดูร้อนอากาศร้อนและแห้งแล้ง 

    อำเภอหนองหงส์

     

    1.ประวัติความเป็นมา  อำเภอหนองหงส์มีประวัติความเป็นมาที่เล่าต่อ ๆ กันมาว่า ครั้งหนึ่งมีนายพรานชื่อว่า "พรานแสน" ไปพบเนื้อตัวหนึ่ง จึงใช้ธนูยิงถูกเนื้อตัวนั้นได้รับบาดเจ็บ และได้วิ่งหลบหนีเข้าไปป่า แต่ปรากฎว่าเนื้อตัวดังกล่าวได้วิ่งหนีไปในป่าเหมือนกับว่าไม่ได้รับบาดเจ็บจากอาวุธเลย และพรานแสนยังมองเห็นสิ่งประหลาดอยู่ที่กลางหนองน้ำ มีรูปร่างคล้ายหงส์ยืนอยู่บนเสาหิน เสานี้ได้ร่ำลือกันต่อ ๆ มา ถึงความมหัสจรรย์ที่พรานแสนได้พบเห็น จนกระทั่งต่อมา ชาวบ้านจึงพากันเรียกหนองน้ำแห่งนี้ว่า "หนองหงส์" ซึ่งปัจจุบันเป็นหนองน้ำอยู่ภายในวัดหนองหงษ์ และสัญลักษณ์รูปหงส์ยืนอยู่บนเสาหิน ได้นำมาเป็นตราประจำเทศบาลตำบลหนองหงส์
      ในปี พ.ศ.๒๔๙๕ ทางราชการได้ยกฐานะเป็นหมู่บ้าน เรียกว่า บ้านสระแก้ว และยกฐานะเป็นตำบลสระแก้วในปี พ.ศ.๒๕๑๑ และได้ยกฐานะเป็นกิ่งอำเภอเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๒๔4 และได้มีพระราชกฤษฎีกายกฐานะเป็นอำเภอหนองหงส์ เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๑  ถึงปัจจุบัน
     
    2.เนื้อที่/พื้นที่ ๓๓๕ ตร.กม.
    3.สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป อากาศร้อน อุณหภูมิเฉลี่ย ๓๙ องศาเซลเซียส 

    อำเภอพลับพลาชัย

     

    1.ประวัติความเป็นมา   พลับพลา เป็นชื่อต้นไม้ยืนต้นชนิดหนึ่งขึ้นตามริมคลอง บึง เป็นไม้ยืนต้นเนื้อแข็ง " พลับพลา " อีกความหมายหนึ่งได้สืบทอดมาจากผู้รู้ประวัติว่า กษัตริย์แห่งกรุงธนบุรีได้ส่งเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเป็นแม่ทัพและนำทัพหลวงมาสร้างพลับพลาที่พักในเขตบริเวณบ้านพลับพลาได้ปักหลักหินแสดงการขยายและอาณาเขตที่บ้านมะมังบ้านโคกกี่ 
    2.เนื้อที่/พื้นที่ 306.67 ตร.กม.
    3.สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป ร้อนแห้งแล้ง 

    อำเภอห้วยราช

     

    1.ประวัติความเป็นมา   อำเภอห้วยราชเดิมเรียกว่า "บ้านห้วยขาด " ตรงกับภาษาท้องถิ่นเป็นภาษาเขมรว่า "โอลกระม็อด " โอล แปลว่า ห้วย กระม็อด แปลว่า ขาด ถึงฤดูฝนมีน้ำหลากเป็นเหตุให้ทำนบหรือฝายพังเสียหาย ชาวบ้านจึงเรียกว่า " บ้านห้วยขาด" ต่อมาได้ออกเสียงจาก " ห้วยขาด " เป็น " ห้วยราช "   ปัจจุบันอำเภอห้วยราชแบ่งการปกครองออกเป็น  8  ตำบล 80 หมู่บ้าน  ได้แก่  ตำบลห้วยราช  ตำบลห้วยราชา  ตำบลสามแวง  ตำบลสนวน  ตำบลเมืองโพธิ์  ตำบลบ้านตะโก  ตำบลโคกเหล็ก  ตำบลตาเสา 
    2.เนื้อที่/พื้นที่ 182.12 ตร.กม.
    3.สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป แบบมรสุม มี 3 ฤดู ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว 

    กิ่งอำเภอบ้านด่าน

     

    1.ประวัติความเป็นมา    อำเภอบ้านด่าน อยู่ในเขตปกครองของอำเภอเมืองบุรีรัมย์ เนื่องจากอำเภอเมืองมีพื้นที่กว้างขวางมาก เป็นการยากในการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จึงได้ประกาศแบ่งเขตพื้นที่ อ.เมืองบุรีรัมย์ จำนวน 4 ตำบล ได้แก่ ต.บ้านด่าน ต.ปราสาท ต.วังเหนือ และต.โนนขวาง ได้ยกฐานะเป็นกิ่งอำเภอบ้านด่านขึ้น มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2539  และให้ยกฐานะเป็นอำเภอบ้านด่าน ซึ่งมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2550 เป็นต้นไป  
     
    2.เนื้อที่/พื้นที่ 159.1 ตร.กม.
    3.สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป มี 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน ช่วงระยะเวลาตั้งแต่ มีนาคม-มิถุนายน, ฤดูฝน ช่วงระยะเวลาตั้งแต่ กรกฎาคม-กันยายน , ฤดูหนาว ช่วงระยะเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ 

    กิ่งอำเภอแดนดง

     

    1.ประวัติความเป็นมา   กิ่งอำเภอแคนดง เดิมเป็นตำบลหนึ่งอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอสตึก   คำว่า "แคนดง" มาจากคำว่า "แคน + ดง "  นั้นเป็นชื่อพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่งคือ  "ไม้ตะเคียน"  ชาวไทยอีสานเรียกไม้นี้ว่า "ไม้แคน"  ส่วนคำว่า  "ดง"  หมายถึง  ป่าทึบที่ปกคลุมด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด  เมื่อรวมกันแล้ว "แคนดง" จึงหมายความว่า ป่าที่ขึ้นเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด  โดยเฉพาะต้นตะเคียนจะมีอยู่อย่างหนาแน่น  เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์  จึงมีราษฎรอพยพมารับจ้างทำการเกษตรจนกลายเป็นชุมชนใหม่และหนาแน่นกลายเป็นหมู่บ้าน  ตำบล  ในที่สุด  เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ได้แยกพื้นที่การปกครองออกจากอำเภอสตึก และได้รับการประกาศจัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอจนถึงปัจจุบัน 
    2.เนื้อที่/พื้นที่ 298 ตร.กม.
    3.สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป มีอากาศร้อนและแห้งแล้งเป็นส่วนใหญ่ มี 3 ฤดู 
    ข้อมูลการปกครอง
     
    1.ตำบล.......18.... แห่ง 3.เทศบาล..1.....แห่ง
    2.หมู่บ้าน....323.... แห่ง 4.อบต........18 ... แห่ง
ข้อมูลการปกครอง
 
1.ตำบล.......18.... แห่ง 3.เทศบาล..1.....แห่ง
2.หมู่บ้าน....323.... แห่ง 4.อบต........18 ... แห่ง
แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 05 สิงหาคม 2010 เวลา 15:23 น.
 

ข่าวประกาศจัดซื้อจัดจ้าง

ข่าวประกวดราคา